บางครั้งเวลาก็ผ่านไปเร็วจนน่าใจหาย---แทบไม่ทันหายใจ
ตอนเป็นเด็กๆเคยรู้สึกว่าทำไมมันน่าเบื่อจังนะ เมื่อไหร่จะโตซะที
จะได้ทำอะไรก็ได้อย่างที่อยากทำ ไปเที่ยวนู่นนี่นั่นได้อย่างที่อยากไป
ไม่ต้องคอยมีคนมาบ่น ห้ามนู่นห้ามนี่...
 
จนวันนี้ นี่ผมอยู่ปีสามแล้วหรอเนี่ย???
 
...เร็วมากเลย...
 
ผมโตเร็วไปเองหรือเปล่านะ - -
 
พอดีมีเวลาว่างๆเลยมานั่งแงะ entry เก่าๆดู ขนาดแค่จะ login ยังจำชื่อกะพาสเวิร์ดไม่ได้
ลองไปลองมาตั้งหลายครั้ง... อนาถจิตมาก
 
เมื่อก่อนผมก็แอบ dark and twisted เยอะเหมือนกันนะเนี่ย คิดอะไรตั้งเยอะตั้งแยะ ซับซ้อน
ถ้าเป็นตอนนี้ล่ะก็ อะไรก็ได้ อะไรก็ยอมมม 
คงเป็นเพราะด้วยความที่รู้สึกว่ามีเรื่องอื่นให้ต้องคิด ต้องกังวลมากมายกว่าวันเก่าๆ
วันนี้ผมทำรายงาน จิตเวช (psychiatry) พบว่า ณ ตอนนี้ผมได้พ้นวัยรุ่น
และกลายมาเป็น young ADULT แล้ว!!!!!
 
ผมพบว่าจริงๆการเป็นผู้ใหญ่ก็ไม่สนุกนัก ไม่ได้ไปไหนก็ได้ที่อยากไป
ไม่ได้ทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ ไม่ได้มีคนบ่นน้อยลง [จริงๆเยอะขึ้นด้วยซ้ำไป 5555]
แถมยังต้องมีหน้าที่ที่ต้องทำอีกตั้งเยอะแน่ะ เฮ้อ..บ่นไปก็เท่านั้น แก่เร็วเปล่าๆเนอะ
 
อย่างน้อยผมก็ยังดีใจ ที่ได้รู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้มีค่าแค่ไหน 
ถึงจะเหนื่อยหน่อย แต่ก็มีความสุขและคุ้มค่า
 
เมื่อสองอาทิตย์ก่อนผมได้มีโอกาสไป คุย [คุยจริงๆไม่ใช่ไปซักประวัตินู่นนี่นั่นนะ] กับคนไข้หลายคนที่วอร์ดศัลย์กะวอร์ดเด็ก [อันนี้คนไข้ยังพูดไม่ได้ เลยคุยกะแม่ๆเค้าแทน :p] ตามคำสั่งของทั่นอาจารย์ที่อยากให้นศพ.อย่างพวกผม เข้าใจ คนอื่นมากขึ้น จริงๆผมแอบนึกในใจว่า ตรูก็เป็นคนอยู่แล้วนินาาาา ขอเวลาไปทำอย่างอื่นหน่อยเห้อออ 
 
แต่เอาเข้าจริงๆ ผมก็รู้สึกได้ว่าผม "ลืม" อะไรไปตั้งหลายอย่างเลย...
 
อย่างน้อย ผมก็เกือบลืมไปแล้ว ว่าวันนั้นที่สัมภาษณ์เข้าศิริราช ผมบอกอาจารย์ว่าผมอยากมาเป็นหมอเพราะอะไร พอมาเรียนเข้านานๆ มีชื่อกล้ามเนื้อเอย เส้นประสาทเอย โรคเอย ยาเอย และอีกหลายๆเอย ให้จำ ผมคิดจริงๆนะว่าบางที ความเป็นคน ของผมน้อยลงหรือเปล่า 
 
คนไข้คนหนึ่งที่ผมไปคุยด้วย ร้องไห้ต่อหน้าต่อตาผมเลยครับ!!! ผมช็อคมาก
เป็นครั้งแรกที่คุยกับคนไข้แล้วเค้าร้องไห้ เพราะอัดอั้นตันใจ คือเค้ามีเรื่องที่บ้านที่กังวลอยู่ แต่ไม่มีคนคุยด้วยเลย ไม่มีญาติมาเฝ้า ไม่มีคนมาเยี่ยม วันๆก็นอนอย่างเดียว นอนไปใจก็คิดถึงเรื่องที่บ้าน พอผมไปคุยด้วยนานๆ เค้าก็เล่าซะละเอียด คุยไปคุยมาเลยร้องไห้ ผมก็ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่เกาะอยู่ข้างเตียงคนไข้อย่างนั้นเอง 
 
อีกรายก็เป็นเด็กน้อยอายุแค่เจ็ดเดือน เป็นโรคทางพันธุกรรมอยู่แล้ว คุณแม่เค้ามีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย และบ้านก็อยู่ไกลมาก เลยต้องฝากให้โรงพยาบาลเลี้ยงน้องให้ตั้งแต่อายุ 3 เดือนกว่าๆ [เนื่องจากติดเชื้อในกระแสเลือดหลายครั้ง น้องเลยต้องอยู่รพ.นาน] ส่วนคุณแม่ก็กลับไปทำงานรับจ้าง พอสะสมเงินได้ก็ลงมาอยู่กับน้องทีนึง พอเงินหมดก็ต้องกลับไปทำงานอีก รายนี้นี่ทำให้ผมเศร้ามาก จิตตกไปหลายวัน เพราะสงสารทั้งสองคนเลย
 
ผมรู้สึกขอบคุณอาจารย์มากๆๆๆๆๆ เพราะผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าการให้นศพ.ปีสาม ซึ่งกำลังจะต้องเตรียมพร้อมเพื่อขึ้นไปเรียนบนวอร์ดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ตอนปีสี่ เรียนวิชาที่ชื่อยาวๆที่ผมเรียกย่อๆว่า "สังคม" จะเป็นประโยชน์อันใด ผมรู้สึกดีจังเลย รู้สึกเหมือนกับได้ตัวเองคนเดิมกลับมาแล้ว 555555
 
ฟังดูตลกนะ แต่ผมว่ามันไม่ขำเลย จริงๆผมกลัวด้วยซ้ำ เพราะอาจารย์เคยบอกไว้ตั้งนานแล้วว่า พอเรียนๆกันไป หมออย่างเราก็จะคิดถึงแต่โรคๆๆๆๆมากขึ้น อยากจะวินิจฉัยได้ อยากจะรักษาให้คนไข้หาย แต่จริงๆคนไข้ไม่ได้ต้องการแค่นั้น คนไข้อยากได้หมอที่ใส่ใจกับเรื่องอื่นๆด้วยนะ ผมเองเวลาไม่สบาย ไปให้พี่ๆหรืออาจารย์ตรวจให้ ผมก็อยากให้พี่ๆหรืออาจารย์ฟังเรื่องที่ผมกังวลอยู่ด้วยเหมือนกัน แม้บางอย่างจะรู้อยู่แล้วว่ามันไม่น่ากลัว ไม่น่ากังวลผมก็ยังอยากได้ฟังคำแนะนำหรือคำปลอบใจว่า ผมไม่เป็นไรหรือว่าผมจะต้องทำอะไรยังไงเหมือนกัน - -
 
เขียนซะยาวยืดดดด ผมแค่อยากเตือนใจตัวเองเวลากลับมาอ่านข้อความอันนี้ว่า
Do unto others as you would have others do unto you. นะจ๊ะ
 
นี่หละ ADULTHOOD ในแบบของผม :))